เช็คข้อมูลสินค้า

สินค้าไหนมาแรง สินค้าไหนมาเด่น ติดตามและเช็คข้อมูลการบริการและสินค้าต่าง ๆ ได้เลยที่นี่

เอเชียประกันฯ ต้นทุนพุ่ง เล็งขึ้นเบี้ยรถชั้น 3 พิเศษ 300-400 บาท

นายนิค จันทรวิทุร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 เปิดเผยว่า ในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประเภทชั้น 3 พิเศษ หรือ 3 พลัส ขึ้นอีกประมาณ 3-5% หรือเฉลี่ย 300-400 บาทต่อกรมธรรม์ เนื่องจากไม่ได้ปรับขึ้นเบี้ยมานานถึง 7 ปีแล้ว ซึ่งขณะนี้ต้นทุนต่างๆ โดยเฉพาะอัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันได้ปรับขึ้นจาก 38% มาอยู่ที่ 48% หรือค่าซ่อมเฉลี่ยจาก 1.3 หมื่นบาทต่อครั้ง เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อครั้ง

“ตอนนี้เบี้ยชั้น 3 ธรรมดาต่ำสุดของเราอยู่ที่ 2,500 บาท ขณะที่ชั้น 3 พลัส อยู่ที่ 6,800 บาท และเป็นสินค้าหลักของบริษัท เพราะมีสัดส่วนยอดขายมากสุดถึง 60% ของประกันรถยนต์ มีฐานลูกค้าอยู่ถึง 3 แสนราย โดยพยายามคุมค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันไว้ไม่ให้เกิน 50% ซึ่งเมื่อใกล้ถึงตัวเลขนั้นแล้ว ก็คงจำเป็นต้องปรับขึ้นเบี้ยตามต้นทุนที่ยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด ก็หวังว่าลูกค้าคงเข้าใจ”นายนิค กล่าว

นายนิค กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทได้ปรับเป้ายอดขายใหม่เป็น 2,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 1,800 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาขายเบี้ยได้แล้ว 900 ล้านบาท ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงที่ขายดีของธุรกิจประกันภัยอยู่แล้ว และคงอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ไว้ที่ 70%

อย่างไรก็ตาม หากเบี้ยเข้ามามากเกินไปจะทำให้บริษัทไม่มีกำไร เพราะตามแผนที่วางไว้ต้องล้างขาดทุนสะสมที่เหลืออยู่ 40 ล้านบาทให้หมดภายในปีนี้ เพื่อที่จะได้มีกำไรและสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ แต่ปีนี้คงล้างขาดทุนได้แค่ 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือคาดว่าล้างขาดทุนได้หมดในปี 2557 และมีเบี้ยประมาณ 2,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนอีก เนื่องจากปัจจุบันเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงของบริษัทมีถึง 400% และสามารถขายเบี้ยประกันได้ถึง 8,000-1 หมื่นล้านบาท ซึ่งการที่บริษัทเน้นทำตลาดชั้น 3 พลัส ทำให้คุมค่าสินไหมได้

นายนิค กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนี้บริษัทมีแผนขายประกันตัวใหม่ “เอเชีย 3 โอดี” ในราคา 5,800 บาท โดยให้ความคุ้มครองกรณีรถของลูกค้าเป็นฝ่ายผิดอย่างเดียว หากเป็นฝ่ายถูกก็ให้ลูกค้าไปเรียกร้องกับคู่กรณีเอาเอง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น และภายใน 3 ปีนี้เตรียมเงินลงทุนอีก 200 ล้านบาท เพื่อขยายจุดขายอีก 50-100 แห่ง รวมถึงเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่อีกด้วย

แหล่งข่าวจาก posttoday…

คุณสมบัติต่างๆของลูกบิดประตูไม้ที่มีความจำเป็น

โดยทั่วไปแล้วไม้ส่วนใหญ่ที่นิยมนำมาทำบานประตูนั้น ได้แก่ ไม้จำพวก ไม้สัก ไม้ตะแบก ไม้เต็ง ไม้เนื้อแข็ง เนื่องจากส่วนไม้ที่ไม่นิยมนำมาทำเป็นบานประตู ก็คือ ไม้แดงและไม้มะค่าเนื่องจากเป็นไม้ที่มีความแข็งและมีน้ำหนักมาก ส่วนข้อดีมีความแข็งแรง ควทน อายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 15 ปีขึ้นไป ลูกบิดประตูไม้บางชนิดสามารถใช้ติดตั้งได้ทั้งภายในและภายนอก เนื่องจากมีคุณสมบัติในการทนแแดทนฝนได้ดี เช่น ไม้สัก แต่จะมีข้อเสียคือราคาแพง และประตูไม้บางชนิด เช่น ไม้ตะแบก ไม้เนื้อแข็ง ไม้เต็ง มักเกิดการพองตัว บิด งอ โก่ง เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน อีกทั้งเหมาะที่จะใช้ติดตั้งภายในเท่านั้น เพราะหากนำไปติดตั้งภายนอกอาจทำให้อายุการใช้งานสั้นเพียง 3-5 ปีเท่านั้น

การติดบานพับลูกบิดควรวัดระยะเพื่อติดตั้งบานพับจากขอบประตูด้านบนลงมา 7 นิ้ว และจากขอบด้านล่างขึ้นมา 11 นิ้ว สำหรับตัวกลางให้อยู่ระหว่างตัวบนและตัวล่างในระยะห่างเท่าๆกัน ใช้สิ่วแซะที่สันประตูบริเวณที่จะติดตั้งบานพับ โดยแซะให้มีความลึกเท่ากับความหนาปีกบานพับ และความกว้างเท่ากับความกว้างของปีกบานพับ จากนั้นยึดบานพับกับประตูด้วยสกรูเกลียวปล่อย ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้บานพับจำนวน 3 ตัวในการติดตั้ง แต่สำหรับบานลูกบิดไม้จริงและบานประตูแผ่นใยไม้อัดแข็งควรติดตั้งบานพับจำนวน 4 ตัวเป็นอย่างต่ำเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องประตูตก

เนื่องจากประตูทั้ง 2 ชนิด มีน้ำหนักมาก ลูกบิดโดยติดบานพับตัวที่ 1 กับตัวที่ 2 ให้มีระยะห่างกันประมาณ 1/2 – 1 ซม. สำหรับตัวที่ 3 และ 4 ติดกลางและท้ายเช่นเดียวกับการติดบานพับแบบ 3 ตัว จากนั้นวัดระยะสำหรับการติดบานพับกับวงกบโดยใช้วิธีการติดตั้งเช่นเดียวกับ การติดตั้้งบานพับที่ของลูกบิดประตู แต่ให้ยึดสกรูไว้ 1 ตัวที่ช่องแรกของบานพับทุกตัวเพื่อทดลองเปิด – ปิด หากเปิด – ปิดได้คล่องไม่ติดขัดจึงค่อยยึดสกรูตัวอื่นๆ ให้ครบ แล้วค่อยใส่อุปกรณ์อื่นๆ ต่อไป