เช็คข้อมูลสินค้า

สินค้าไหนมาแรง สินค้าไหนมาเด่น ติดตามและเช็คข้อมูลการบริการและสินค้าต่าง ๆ ได้เลยที่นี่

หวั่นกองทุนน้ำมันเสี่ยงติดลบ “เพ้ง” รับแนวโน้มผันผวน

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ว่าที่ประชุมเห็นชอบการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับ น้ำมัน 3 ชนิด ประกอบด้วย น้ำมันเบนซิน เดิมจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ 9.70 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 10 บาทต่อลิตร น้ำมัน อี20 เดิมกองทุนน้ำมันฯชดเชย 0.90 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 1.30 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล เดิมจัดเก็บเข้ากองทุนฯ 1.30 บาทต่อลิตร เป็น 0.90 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันดิบดูไบวันที่ 5 สิงหาคม ปรับเพิ่มเป็น 105.44 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากวันที่ 8 กรกฎาคม อยู่ที่ 101.76

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ผลการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ จะทำให้กองทุนน้ำมันฯมีรายรับลดลงจากเดิมประมาณ 78 ล้านบาทต่อวัน เป็น 56 ล้านบาทต่อวัน และยอดรวมจะลดลงจาก 6,254 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดล่าสุดของวันที่ 4 สิงหาคม โดยราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ้นปีกองทุนน้ำมันฯจะยังเป็นบวกหรือไม่ เพราะ กบง.ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯในการดูแลราคาน้ำมัน

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการออกประกาศของกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดชนิด และอัตราหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2556 สำหรับการปรับเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมายของภาคเอกชนจากเดิม 5% เป็น 6% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ทั้งนี้ การปรับเพิ่มอัตราสำรองส่งผลให้ผู้ค้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้นจึงขอให้สำนักงาน นโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป พร้อมกันนี้ กบง.ยังมีมติให้ประธาน กบง.สามารถลงนามมอบอำนาจอัยการในการส่งข้อมูลฝั่งของกระทรวงพลังงานต่อศาล ปกครอง ภายหลังเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายมงคลกิตติ์ สุขสันธารานนท์ กับพวก 4 คน ฟ้องกระทรวงพลังงานกรณีเตรียมปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ซึ่งแอลพีจีกระทรวงเตรียมปรับราคาจริง แต่เอ็นจีวียังไม่มีนโยบายแน่นอน

โรคหัวใจจากความเครียด

ความผิดปกติของหัวใจเกิดได้จากหลายสาหตุ และ ทุกส่วนของหัวใจ โรคที่พบบ่อยๆ คือ โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ที่จะมาเล่าให้ฟังในวันนี้ เป็นกลุ่มโรคหัวใจอีกชนิดหนึ่ง ที่กำลังเป็นที่น่าสนใจ ยังไม่มีชื่อเรียกในภาษาไทยที่แน่นอน ขณะนี้ขอเรียกว่า โรคหัวใจจากความเครียด ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ คือ stress induced cardiomyopathy ชื่อภาษาไทยอาจยังไม่ถูกต้องนักเพราะสาเหตุไม่ได้เกิดจากความเครียดทางจิตใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการที่มี ความเครียดต่อหัวใจโดยตรงด้วย บางคนจึงเรียกว่า “โรคอกหัก” (broken heart syndrome) แต่ในญี่ปุ่นจะใช้ชื่อว่า Takotsubo cardiomyopathy ตามลักษณะที่เห็นจากการฉีดสีดูหัวใจ

ประเทศญี่ปุ่นรายงานโรคหัวใจชนิดนี้อย่างมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุมาก แต่ความจริงก็พบได้ในเพศชาย และพบได้ทุกกลุ่มอายุในผู้ใหญ่ อาการโรคหัวใจที่นำผู้ป่วยมารพ.ก็จะเหมือนกับ อาการเจ็บแน่นหน้าอก ที่เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน บางรายมีอาการรุนแรงจนช็อก หรือ มีน้ำท่วมปอดได้เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การตรวจเลือด หรือ คลื่นไฟฟ้าหัวใจให้ผลผิดปกติคล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันเช่นกัน หรือ แม้แต่การตรวจด้วยเครื่อง ultrasound ก็แยกไม่ออกระหว่างโรคหัวใจนี้ กับโรคหลอดเลือดหัวใจ สิ่งเดียวที่จะบอกได้คือ การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งพบว่าหลอดเลือดหัวใจปกติ ไม่มีการตีบตันรุนแรง แต่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงบางส่วน ปัจจุบันเชื่อว่ากลุ่มอาการโรคหัวใจนี้เกิดจาก หัวใจได้รับการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติที่กล้ามเนื้อหัวใจอย่างรุนแรง ซึ่ง อาจจะเกิดจากความเครียดรุนแรงทางจิตใจ หรือ การได้รับยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัตินี้ รวมถึงยาบ้า ยาเสพติดบางชนิดด้วย

โรคหัวใจนี้ไม่มีวิธีรักษาเฉพาะ อาการต่างๆจะค่อยๆดีขึ้นใน 1-8 สัปดาห์ แต่บางรายก็รุนแรงจนอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้น ควรทำจิตใจให้เบิกบาน ไม่เครียด ตามหลักศาสนาพุทธ ดูจะเหมาะสมที่สุดกับยุคปัจจุบัน